วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

6 สุดยอดการตายจากแฟชั่นในอดีต

อันดับ 6 คริโนไลน์(crinoline)

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhvcQAPaqTXZx7VX6jOjrqmycQzAsdYR4uDIXg_bqfOpurjPi4hJWkthai9PguZ-sbQusP7X63sYVcfXojOn-M-gAioIE3_40-i7OL3JEMtJba8i7KmAvoybZRcSMoFFQ7SF6sUgSnKX7E/s400/crinoline.jpg


คริโนไลน์(crinoline) เป็น กระโปรงที่สวมบนสุ่ม (เพื่อให้กระโปรงบานออก) เป็นชุดที่มีกระโปรงบานๆ บานมากบานจนเหมือนสุ่มไก่บ้านเราโดยเขาจะทำเป็นโครงให้ให้มันบานใหญ่ โดยโครงทำมาจากมันทำจากขนม้า, เส้นป่าน หรือเหล็ก ซึ่งมันได้รับความนิยมในหมู่คนชั้นสูงในศตวรรษที่ 19


http://wpcontent.answers.com/wikipedia/commons/e/e5/1856crnl.gif


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/ce/1857-regency-fashion-crinoline-comparison-joke.png



ทำไมมันถึงน่ากลัว? การ ออกแบบคริโนไลน์ของมันตอบสนองได้ดีทีเดียวเลยแหละเมื่อมีลมแรงๆ มาพัดอย่างกะทันหัน กระโปรงบานๆ ของเจ้าหล่อนจะถูกพัดเหมือนกับร่ม(กาง)ที่ปลิวของลมนั้นแหละ มีหลายรายถูกลมพัดดันให้ตกจากที่สูง(ที่ออกงานของพวกเธออยู่ที่สูงๆ ทั้งสิ้นนี้) และบางรายเพราะหายใจไม่ออกเพราะลมพัดแรงจนโครงเหล็กรัดตัวเธอจนกระดูกหัก บางรายกระโปรงเกิดไปเกี่ยวกับรถม้าและลากผู้หญิงที่ส่งเสียงร้องกรี๊ดตาม ท้องถนน แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือกระโปรงนี้ติดไฟง่ายสุดๆ และเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ตายเพราะกระโปรงตัวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1863 ในSantiago ประเทศซิลี ในอเมริกาใต้ มีคนตายกว่า 2000 - 3000 คน ในขณะไฟไหม้โบสถ์ เมื่อไฟผ้าคลุมหน้าต่างโบสถ์เกิดติดไฟ ผู้คนต่างพยายามหนีตายหาทางออกจากประตู แต่เจ้ากรรม ด้วยความกว้างของกระโปรงบานของเจ้าหล่อนดันไปขว้างติดประตูซะนี้(กระโปรงดัน ใหญ่กว่าประตู)) แถมเอาออกยากซะด้วยสิเพราะมันทำจากโครงเหล็กนี้น่า ซึ่งมันทำให้ทางออกถูกปิดโดยสิ้นเชิง ที่นี้ก็ลองคิดละกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป...ก็ตายยกหมู่

อันดับ 5 เดอะ คอร์ซิท (The Corset)

http://laracorsets.com/images/Corset_History_Images/1860s_corset.jpg


เดอะ คอร์ซิท (The Corset)
เป็น เสื้อรัดลำตัวสตรี,เสื้อยกทรงรัดรูปของสตรี และชุดชั้นในผู้หญิงที่สวมเพื่อให้สะโพกและหน้าอกเข้ารูปทรง นิยมในช่วงทศวรรษที่ 1830-1839 สมัย วิกตอเรียนที่ตั้งกฎเกณฑ์ศิลธรรมให้ผู้หญิงต้องสั่ง ไม่สั่งถือว่าผู้หญิงคนนั้นสกปรก ต่ำต้อย ไม่มีมารยาทและไม่มีศิลธรรม และสมัยศตวรรษที่ 19นิยมให้สตรีมีเอวคอดกิ่ว อกตั้ง ทำให้เสื้อนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว

http://farm1.static.flickr.com/193/455996706_f70e54684a.jpg
http://yeinjee.com/discovery/wp-content/uploads/2007/09/cathie-jung-02.jpg
http://www.coutureinthecity.com/wp-content/uploads/2009/04/page_view_img_13.jpg


ทำไมมันถึงน่ากลัว? เนื่อง จากการใส่คอร์ซิทต้องรัดแน่นมากๆ แน่นจนทำให้กระดูกผิดรูป หรือ เราเรียกว่าเอวคอด ซี่โครงจะเจ็บปวดชา อวัยวะเครื่องในจะถูกเคลื่อนย้ายลงต่ำมาถึงก้น ทั้งเป็นสาเหตุให้การไหลของเลือดภายในผิดปกติ ใน1903 มี ผู้หญิงที่ตายทันทีเพราะเสื้อรัดลำตัวสตรีที่เป็นเหล็กกระแทกหัวใจของเธอ แต่กระนั้นแฟชั่นนี้ก็ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันมาเป็นชุดชั้นใน สุดเซ็กซี่ออกศึกที่นิยมของสาวๆ ทั้งหลาย

อันดับ 4 ฟุตบาดดิ้ง (Footbinding)


http://badcontrol.com/wp-content/uploads/2008/06/foot-binding-6.jpg


ฟุตบาดดิ้ง (Footbinding) เป็นการพันเท้าผู้หญิงให้เป็นรูปดอกบัว เป็นประเพณีปฏิบัติของผู้หญิงจีนโบราณ ซึ่ง เป็นที่นิยมในจีนสมัยศตวรรษที่ 8 โดยมันเริ่มมาจากสมัยก่อนจักรพรรดิ์มีเมียหลายคน แต่ไม่ค่อยมีเวลาเอาใจใส่กับเมียน้อยเหล่านี้มากนัก ทำให้หลายนางแอบไปมีชู้ จักรพรรดิจึงใช้วิธีป้องกันโดยการรัดเท้าเพื่อให้พวกเธอเดินเหินไม่สะดวก ซึ่งต่อมากลายเป็นค่านิยมที่ผู้หญิงในวังต้องวัดเท้า ชาวบ้านก็นึกว่าเป็นแฟชั่นของไฮโซเลยทำตามบ้าง จึงกลายเป็นค่านิยมของจีนในที่สุด โดยเกิดวลีว่า "ผู้หญิงที่เท้าเล็ก ยิ่งเซ็กซี่"


http://www.shoeblog.com/components/com_jd-wp/wp-content/uploads/2007/07/footbinding3.jpg
http://www.historyforkids.org/learn/china/clothing/pictures/footbinding.gif




ทำไมมันถึงน่ากลัว? กระบวน การพันเท้านั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เด็กอายุ 5-6 ขวบ โดยคนเป็นแม่จะใช้วิธี หักนิ้วน้อย ๆ สี่นิ้ว แล้วงอย้อนกลับไปทางด้านหลัง แล้วก็เอาผ้ามาพันเอาไว้ โดยจะพันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เท้าที่เล็กตามต้องการ(บาง ตำราก็เขียนว่าให้เอาเท้าแช่ปัสสาวะและกระเพาะแพะ) นอกจากนี้ผู้ที่ทำการพันเท้า กล้ามเนื้อตั้งแต่บริเวณสะโพกลงไปจะต้องเกร็งมากในการเดินแต่ละครั้ง เมื่อเยื้องย่างด้วยท่าอ้อนแอ้นแลดูสวยงาม จะเกิดความเจ็บปวดแสนสาหัส ราวเข็มพันเล่มกระหน่ำแทงพวกเธอราวกับขุนนรกโลกันต์ เท้าที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นจะเหม็นมากๆ จนเป็นแผลเน่า และเลวร้ายที่สุดคือเธอไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้สะดวกเกิดมีไฟไหม้บ้าน โจรมาข่มขืนละก็คงแล้วแต่ดวงแหละเพราะหนีไม่ได้...เหอๆ

อันดับ 3 ฟองตางเก (The Fontange)


http://www.coolnotions.com/PDImages/AHOHMLace_027_pg28_FontangeHeaddressPortrait.jpg


ผมทรงฟองตางเก(The Fontange) เป็นการทำเกล้าให้ผมสูงไว้กลางศีรษะ มัดโบเล็กๆ หลายอันด้านหน้า จากนั้นประกบด้วยลูกไม้จีบและมัดมวยผมเป็นแผง 3 - 4 ชั้น วนไล่ขึ้นไปเป็นยอด ด้านหลังกับด้านข้างทิ้งปอยหยิกห้อยและผูกโบว์ยาวซึ่งยิ่งผมสูงยิ่งดีแสดง ถึงฐานะ โดยแฟชั่นนี้นิยมในฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 -18


http://61.19.248.235/uploads/6fb74659e9.jpg

ทำไมมันถึงน่ากลัว? ทรงผมนี้มันติดไฟง่ายครับ ยิ่ง งานราตรีที่มีโคมไฟระยิบระย้ายิ่งติดไฟง่ายไปใหญ่แถมเวลาไฟติดบนหัวของเจ้า หล่อนละก็ตัดยากสุดๆ เพราะหัวเธอเต็มไปด้วยวัสดุติดไฟง่ายทั้งนั้น และจากผมก็จะลามมาถึงคอและหน้าและมือ จากสาวสวยกลายเป็นสุเทพ สีใสทันที ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับ Angelique de Fontanges ชู้รักคนโปรดของกษัตริย์อังกฤษคนหนึ่งที่ตายเพราะทรงผมของเธอตัดไปโดนเทียน ทำให้หัวของเธอติดไฟ

อันดับ 2 ลีด เมคอัพ(Lead Makeup)

http://cdn-www.cracked.com/articleimages/dan/fashion_death/lead.jpg

เป็น การทำให้หน้าขาวมากที่สุดเท่าที่จะทำ ได้โดยใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของตะกั่ว ว่ากันว่าต้นกำเนิดมาจากประเทศกรีกในยุคโบราณกว่า2,000 ปีมาแล้ว และนิยมในฝรั่งเศสศตวรรษที่ 14 -19 ซึ่งสังคมนั้นมันชั้นสูงมากๆ แบบใครผิวดำถือว่าเป็นคนไม่มีเงิน(เพราะคนผิวดำมักทำงานหนัก คนผิวขาวไฮโซไม่ต้องทำงาน) ซึ่งคนดังที่ใช้แป้งข่าวทานั้นก็มีสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ


http://www.upluz.com/upluznew/images/issue/nars_workshop.jpg

การทำ Lead Makeup ในปัจจุบัน ไม่ตรายเหมือนสมัยก่อน


ทำไมมันถึงน่ากลัว?
แน่ นอนเพราะมันมีส่วนประกอบของตะกั่ว ซึ่งทางอนามัยโลก จัด เป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอยู่แล้ว โดยลีด เมคอัพเครื่องสำอางโบราณนั้นมี ส่วนประกอบคือตะกั่วขาวผสมกับขี้ผึ้ง ไขมันสัตว์ น้ำมันและไข่ขาว ซึ่งสารตะกั่วนี้เป็นอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้เบื่ออาหาร ท้องไส้ปั่นป่วน มึนงง แขนขาชา ตาบอด และหายใจไม่ออก บางครั้งอาจเสียชีวิตได้ หรือถ้าร่างกายสะสมตะกั่วมากๆ อาจเป็นมะเร็งได้
โดยใน ปี 1760 Marie Gunning สตรีชั้นสูงชาวไอริชที่มีชื่อเสียงในด้านหน้าขาวของเธอกลายเป็นเหยื่อรายแรก ของการใช้สารตะกั่วพิษ และในปี 1878 คุณนาย Madame Rachel,ก็ตายเพราะพิษของตะกั่วที่ทาบนหน้าเช่นกัน

คำสั่ง ผลโหวต | แจ้งไม่เหมาะสม
23 คะแนน โดย bigfish2 เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
ยืดอก ~ พกซุง





อันดับ 1เดอะ สตีฟ ไฮ คอลล่า (The Stiff High Collar)




http://cdn-www.cracked.com/articleimages/dan/fashion_death/collar2.jpg




เป็นคอเสื้อแข็งๆ ใส่เพื่อให้ปกเสื้อสูงขึ้น นิยมใช้กับผู้ชายในศตรรษที่ 19 โดยคอเสื้อจะเป็นสีขาว เวลาใส่ก็เอาชุดเชิ๊ตมาใส่ทับอีกที ทำให้เหมือนเป็นคนขี้โอ่ มีอำนาจ โดยบุคคลสำคัญที่ใส่ก็มี ออสกา ไวลด์Oscar Wildeนักประพันธ์ชาวไอซ์แลนด์


http://www.mauritia.de/en/images/seriziat1.jpg



ทำไมมันถึงน่ากลัว? ที่ เยอรมัน, เดนมาร์ก และดัชท์ เรียกเจ้าปลอกคอนี้ว่า"พ่อมือสังหาร father killer " ซึ่ง ดูรูปร่างคงจะทราบแล้วมั้งว่ามันน่ากลัวยังไง คือมันทำให้ทำให้คนสวมหายใจลำบากและอึดอัดที่ลำคอเพราะมันค่อนข้างบีบรัดคอ พอสมควร ซึ่งคนสวมมักเสียชีวิตในขณะใส่ชุดนี้ตอนเวลานอนและพอมันรัดคอคนสวมมักตาย เพราะขาดอาการหายใจอย่างไม่รู้ตัว และทำให้เกิดฝีในสมอง เวลากินข้าวก็ผ่านลำคอยากแต่ที่ร้ายสุดๆ คือมันเหมือนกิโยตินแบบพกติดตัวคือในปี 1800 ชายคนหนึ่งหัวขาดเพราะคอเสื้อไปเกี่ยวกับรถขณะวิ่งมาแล้ว

แหล่งที่มา http://atcloud.com/stories/72352

วัวนักกล้าม เบลเยี่ยนบลู

วัวนักกล้าม เบลเยี่ยนบลู



Belgian Blue เบลเยี่ยนบลู คือ วัวเนื้อ จากประเทศ เบลเยี่ยม( Belgium) หรือบางทีมีการเรียกชื่อมันตามลักษณะของร่างกายว่า มอนสเตอร์วัว ( Monster Cow ) หรือ ซุปเปอร์วัวก็มี ( Super Cow ) เนื่องจากร่างกายของวัวสายพันธุ์นี้ จะเต็มไปด้วยมัดกล้าม ยิ่งเมื่อทำการโกนขนออกแล้วจะเห็นกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน ดูแล้วเหมือนมันเป็น วัวนักกล้าม


ก่อนโกนขนก็ดูเหมือนวัวตัวใหญ่ทั่วไป


แต่หลังจากการโกนขน จะทำให้เห็นกล้ามเนื้อจัดเจน ถ้าทาน้ำมันอีกซักหน่อยคงเหมือน นักกล้ามมนุษย์ทีเดียว

ข้อมูลการพัฒนาสายพันธุ์ วัวนักกล้าม

  • ย้อน ไปในช่วง คริสตศตวรรษที่ 19 บริเวณตอนกลาง และทางเหนือของเบลเยี่ยม มีการผสมพันธุ์วัวสายพันธุ์ Shorthorn cattle จากอังกฤษ กับวัวสายพันธุ์ Charolais cattle
  • ในช่วงช่วงต้นมันถูกใช้เป็น วัวนม และวัวเนื้อ
  • ต่อมาในช่วงปี 1950 ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ โดย โปรเฟสเซอร์ Hanset โดยการผสมเทียมวัวสายพันธุ์นี้
  • ซึ่ง ทำให้เกิดการผลิตปกติของยีนที่ชื่อว่า Myostatin ( เป็นยีนที่ควบคุมการสร้างกล้ามเนื้อ ให้สมดุลย์กับปริมาณไขมัน ) เมื่อยีน Myostatin ทำงานน้อยลง ทำให้วัวสายพันธุ์เบลเยี่ยน มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ คือทำให้เกิดกล้ามเนื้อสองชั้น ( Double-Muscle )
  • เนื่องจากกล้ามเนื้อที่มากและอัดตัวกันแน่น ทำให้วัวสายพันธุ์นี้ไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้เองตามธรรมชาติ บ่อยครั้งที่ต้องใช้การผ่าตัดทำคลอด


ดูกล้ามก้นกันจะๆ ว่าทำไม? วัวสายพันธุ์เบลเยี่ยน จึงคลอดลูกยาก

http://www.strangefarmer.com/images/content/128118.jpg


ข้อมูลอ้างอิง วัวนักกล้าม เบลเยี่ยนบลู

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Belgian_Blue
  • http://www.builtreport.com/bovine.html



วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศิลปะการต่อสู้นานาชาติ

ศิลปะการต่อสู้นานาชาติ


กังฟู (功夫 gōngfu) มักนิยมใช้กล่าวถึงศิลปะการต่อสู้ของจีนแต่ความจริงคำว่ากังฟู มีความหมายว่าระดับฝีมือ หรือผู้เชี่ยวชาญ (ไม่เฉพาะในการต่อสู้) แต่ผู้คนเข้าใจกันว่าเป็นวิทยายุทธ ซึ่งวิทยายุทธนั้นเรียกว่า วูซู

คำว่ากังฟูในภาษาอังกฤษเรียกว่า Kungfu หรือ MartialArts ซึ่ง ในภาษาจีนก็หมายถึงวิทยายุทธ์ที่มีความเป็นมาอันยาวนานถึงพันกว่าปี และวิธีออกกำลังกายประเภทต่างๆที่สามารถทำให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งได้รวมเพลงมวย และการใช้อุปกรณ์กังฟูพื้นฐานต่างๆ ตามสถิติจากผู้เชี่ยวชาญ เพลงมวยจีนมีกว่าร้อยชนิด และมีอุปกรณ์การเล่นกังฟูที่มีลักษณะเป็นทรงยาว9ชนิดและทรงสั้นอีก9ชนิด ซึ่งก็คือ"อุปกรณ์18อย่าง"ที่คนจีนพูดถึงบ่อยๆ ซึ่งรวมถึงมีด ปืน ดาบ และไม้เป็นต้นทั้งหมด18ชนิด ด้วยกัน เพลงมวยและอุปกรณ์แต่ละชนิดในกังฟูจีนต่างก็ีมีวิธีและลีลาท่าทางการเล่นที่ แตกต่างกัน โดยมีทฤษฎีและเทคนิคการเล่นที่ลึกซึ้งมากและมีประวัติยาวนาน





กังฟู จีนมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากกีฬาธรรมดาๆทั่วไป กีฬาธรรมดาๆเ่ช่น การเล่นบอลล์ การยกน้ำหนัก การชกมวยเป็นต้น นักกีฬาที่เล่นกีฬาเหล่านี้เมื่ออายุถึงวัย30เศษ ก็ต้องลาจากเวทีกีฬาเนื่องจากสุขภาพร่างกายสู้ไม่ไหว ยิ่งหลังจากย่างเข้าสู่วัยกลางคนเข้าไปด้วยแรง ส่วนมากมักจะได้รับผลกระทบจากการเล่นกีฬาซึ่งหักโหมเกินไปในสมัยเด็กหรือ เยาวชน จนทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บโดยไม่รู้สึกตัว แต่สำหรับกังฟูจีนเป็นกังฟูภายในและกังฟูภายนอก ดังคำที่มักพูดกันว่า"ภายนอกจะช่วยฝึกร่างกายและผิวพรรณ




ส่วน ภายในจะฝึกจิตใจและพลังงานให้แจ่มใสแข็งแรงยิ่งขึ้น" นอกจากสามารถฝึกสุขภาพให้แข็งแรงสมองว่องไวแล้ว ยังสามารถบำรุงสุขภาพ ทำให้อายุยืน เสริมให้ปอดและอวัยวะต่างๆแข็งแรงขึ้น ทำให้หลอดลมใหญ่และเส้นเลือดไหลเวียนคล่องขึ้นด้วย

Capoeira

คา โปเอร่านั้นเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีประวัติยาว นานมากกว่า 500 ปี โดยเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากแอฟริกา เป็นการเลียนแบบท่าทางการต่อสู้ของม้าลาย เนื่องจากไม่ค่อยมีหลักฐานที่แน่ชัดนักสำหรับจุดเริ่มต้นของคาโปเอร่า แต่คนส่วนใหญ่จะเชื่อถือตามทฤษฎีต่อไปนี้ ประมาณคริสต์ศักราช 1500 เป็นช่วงที่ชาวโปรตุเกสปกครองประเทศ บราซิล ในยุคแรกๆ ชาวโปรตุเกสได้เริ่มทำการพัฒนาประเทศโดยการเพาะปลูก โดยใช้คนพื้นเมืองของบราซิลแต่ว่าคนพื้นเมืองของบราซิลค่อนข้างที่จะอ่อนแอ และตายง่าย ส่วนที่เหลือก็หลบหนีไปที่เมืองอื่นๆ หมด ชาวโปรตุเกสจึงตัดสินใจจับชาวแอฟริกา
มาใช้งานเยี่ยงทาส



ชาวแอฟริกันจำนวนมากถูกนำตัวมายังประเทศบราซิล (ประมาณ 4 ล้านคน) สิ่งที่ทาสเหล่านั้นได้นำติดตัวมาด้วยก็คือ วัฒนธรรม ซึ่งฝังอยู่ในร่างกาย จิตใจและวิญญาณของเค้าเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ได้สืบทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งมาเป็นเวลานาน เหล่าทาสได้ถูกแบ่งออกไปเป็นกลุ่มๆ เพื่อที่แยกย้ายกันไปทำงานในที่ต่างๆ ในทาสกลุ่มนี้จะมีคนจากหลายพื้นที่และต่างวัฒนธรรมมารวมกัน หลังจากที่ทาสเหล่านี้อยู่ด้วยกันต่างคนต่างแลกเปลี่ยนและซึมซาบวัฒนธรรม ซึ่งกันและกัน จากจุดนี้ทำให้สามารถบอกได้ว่า คาโปเอร่า เกิดจากวัฒนธรรมหลายๆ อย่างผสมผสานกัน และในบางทฤษฎีจะกล่าวไว้ว่า คาโปเอร่า มาจากประเทศ Angola

ในทวีป แอฟริกา ในทุกๆ ปีจะมีการจัด อุงโกโล่ (Dance of the zebra) หรือที่แปลว่า การเต้นรำของม้าลาย ถือว่าเป็น คาโปเอร่า ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นวันที่คนหนุ่ม ๆ จะมาโชว์ความสามารถกันว่าใครแข็งแรง เร็ว และเก่งกว่ากัน โดยผู้ที่ชนะจะได้แต่งงานกับผู้หญิงในเผ่าเป็นรางวัล เนื่องจากความรักการเป็นอิสระ จึงทำให้เหล่าทาสบางกลุ่มเริ่มทำการหลบหนี พวกที่หนีได้สำเร็จจะหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขาและสร้างกลุ่มชุมชนเล็กๆ ขึ้นมา และในกลุ่มชุมชนเล็ก ๆ นี้เอง คาโปเอร่าได้เริ่มก่อตัวและพัฒนาเพื่อใช้ในการต่อสู้และป้องกันตัว จากทหารชาวโปรตุเกส ทาสบางคนที่หนีไปได้กลับลงมายังกลุ่มทาสที่ยังถูกใช้งานอยู่และเริ่มสอนคาโป เอร่าให้กับคนอื่นๆ โดยที่จะฝึกหัดกันในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดพักของทาส แต่เนื่องจากทาสนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกศิลปะป้องกันตัว การฝึกจึงถูกแต่งเติมไปด้วยการเต้น ดนตรี ร้องเพลง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาวแอฟริกันอยู่แล้ว เพื่อที่จะใช้บังหน้าจากการฝึกคาโปเอร่าจริงๆ




ต่อมาหลังจากมีการเลิกทาส ชาวแอฟริกันบางส่วนเดินทางกลับ แต่บางส่วนยังคงอาศัยอยู่ในบราซิล แต่เนื่องด้วยไม่มีงานทำมากนัก จึงทำให้หลายกลุ่มกลายเป็นอันธพาล สำหรับคนที่เก่งมาก ๆ จะถูกว่าจ้างให้เป็นบอดี้การ์ดให้กับนักการเมือง โดยจะใส่สูทสีขาว ใส่หมวก ลักษณะเหมือนมาเฟีย (โดยในการต่อสู้แต่ละครั้งจะมีการใช้อาวุธต่างๆและที่โดดเด่นมากก็คือจะมี การติดใบมีดไว้ที่เท้า การเตะแต่ละครั้งจะเล็งไปที่ลูกกระเดือกของคู่ต่อสู้) ตอนนั้นถือว่าเป็นยุคมืดของคาโปเอร่า

ประเภทของท่า

ท่วงท่าของคาโปเอร่าเกิดจากการผสมผสานของการเตะ ศอก เข่า ตีลังกา และการหลอกล่อคู่ต่อสู้ นอกจากนั้น ก็ยังมีท่วงท่าอื่นๆ อีก ซึ่งผู้เล่นสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ รูปแบบของคาโปเอร่า แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ รูปแบบที่ใช้ในการต่อสู้จริง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการต่อสู้แบบอื่นๆ คือมีการปะทะกัน และอีกรูปแบบหนึ่งก็คือที่ใช้ในการเล่น โดยในลักษณะนี้จะไม่มีการ ปะทะกันโดยตรง การเล่นนั้น จะอยู่ในลักษณะของความลื่นไหลและสอดคล้องของท่วงท่า อีกทั้งยังมีดนตรีประกอบเพิ่มความสนุกสนาน ท่วงท่าของคาโปเอร่าซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. จิงก้า (Ginga) คือ พื้นฐานของคาโปเอร่าถ้าเปรียบเทียบกับศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่น ๆ ก็คือ การเต้น Footwork นั่นเอง ในหมวดนี้ยังรวมไปถึง ท่าการเตะในรูปแบบต่าง ๆ ท่า Ginga นี้เอง ที่ทำให้คาปูเอร่ะ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากศิลปะการต่อสู้ประเภทอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

2. อาอู (Au) คือการเคลื่อนไหวแบบกลับหัวกลับหาง อาทิเช่น การทำล้อเกวียน การกระโดดตีลังกา รวมไปถึงการทำท่ากลางอากาศอื่น ๆ ด้วย

3. เนกาชิว่า (Negativa) คือ การทำท่าเคลื่อนไหวโดยที่ร่างกายส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับพื้น ท่าเคลื่อนไหวในหมวดนี้ ทำให้ผู้ฝึกสามารถเคลื่อนไหวในขณะที่ตัวเองล้มหรืออยู่กับพื้นได้รวดเร็ว ขึ้น ในขณะเดียวกันเป็นทั้งการหลบ และโจมตีกลับอีกด้วย

มวยไทย (MuayThai)



มวย ไทย เป็นการต่อสู้ของคนไทยที่มีมานานหลายร้อยปี มีบางคนกล่าวว่า มวยไทยเป็น ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด คือ สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า



มวยไทย จะมีทั้งศาสตร์การป้องกันและการรุก ... การ ป้องกันก็คือ การยืนที่มั่นคงไม่ล้มง่าย การตั้งแขนป้องกัน (การการ์ดมวย) และการเก็บคาง ซึ่งการป้องกันนี้จะเปรียบเสมือนป้อมปราการที่มั่นคง มีโอกาสบาดเจ็บน้อย แต่พร้อมที่จะโจมตีตอบโต้ได้ทุกเวลา ส่วนการรุก ก็คือ การใช้แม่ไม้มวยไทยและลูกไม้มวยไทยต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาดรุนแรงและสง่างาม อาวุธมวยจะมีทั้งการต่อสู้ระยะไกล(วงนอก) และการต่อสู้ระยะประชิด(วงใน) การออกอาวุธมวยจะมีทั้งมีเป้าหมายที่แน่นอน การซ่อนกลลวง และมีทั้งการข่มขวัญเอาไว้

แม่ไม้มวยไทย มีทั้งหมด 15 ไม้ มีชื่อไพเราะดังนี้

....สลับฟันปลา ...ปักษาแหวกรัง ….ชวาซัดหอก อิเหนาแทงกริช …..ยอเขาพระสุเมรุ ……ตาเถรค้ำฝัก ….มอญยันหลัก ….ปักลูกทอย …..จระเข้ฟาดหาง …..หักงวงไอยรา …..นาคาบิดหาง …..วิรุฬหกกลับ …. ดับชวาลา ….. ขุนยักษ์จับลิง ….. หักคอเอราวัณ

ลูกไม้มวยไทย จะมีทั้งลูกผสมและลูกแยก เพื่อใช้ล่อหลอกและเผด็จศึกคู่ต่อสู้

เช่น ...แตะ ตรงเตะ แตะถีบเตะ แตะตรงถีบเตะ ....หรือลูกเตะสลับ เตะช้อน เตะตวัด เตะสูง เตะสวาบ เตะพับนอก เตะพับใน เตะคา ....หรือลูกถีบหน้า ถีบหลัง ถีบจิก ....หรือ ลูกศอกตี ศอกตัด ศอกงัด ศอกพุ่ง ศอกกระทุ้ง ศอกกลับ ...หรือลูกเข่าน้อย เข่าลา เข่าโค้ง เข่าตี เข่ากระทุ้ง เข่าลอย เข่าแหลม เข่าคา ....หรือลูกหมัดหน้า หมัดหลัง หมัดลัก หมัดอ้อม หมัดเกี่ยว หมัดสอย หมัดเสย หมัดซ้ำ หมัดหนึ่งสอง หมัดชุดสามเหลี่ยม เป็นต้น



มวยไทยจะใช้ทั้งหมัด ศอก เข่า และเท้า


เชิงหมัด
หากเป็นเชิงหมัด มวยไทยจะมี 15 เชิง
........กาจิกไข่พระพรายล้มสิงขร วานรหักด่าน ….พระกาฬเปิดโลก ….โขกนาสา .....อินทราขว้างจักรพระลักษณ์ห้ามพล ….ผจญช้างสาร หนุมานถวายแหวน ….ล่วงแดนเหรา …..นาคาพ่นไฟกาฬ …..หักด่านล่มกรด …..องคตพระขรรค์ …..ฤาษีลืมญาณ ….หนุมานจองถนน


เชิงศอก
หากเป็นเชิงศอก มวยไทยจะมี 24 เชิง
….พุ่งหอกศอกฝานหน้า พร้ายายแก่ แง่ลูกคาง ถางป่า ….ฟ้าลั่น …..ยันพยัคฆ์ …..จักรนารายณ์ …..ทรายเหลียวหลัง …..กวางสบัดหน้า ….คชาตกมัน ….พสุธาสะท้าน ….ยันโยธี …..อัคคีส่องแสง …..กำแพงภูผา …..นาคาคาบหาง.ช้างประสานงา สู่แดนนาคา ….โยธาเคลื่อนทัพ ….ยันสองกร ….ฆ้อนตีทั่ง …..ขว้างพสุธา …..ฤาษีบดยา ……นาคาเคลื่อนกาย




เชิงเข่า
หากเป็นเชิงเข่า มวยไทยจะมี 11 เชิง
……กุมภัณฑ์พุ่งหอก …..หยอกนาง ……เชยคาง ……พรางศัตรู ……งูไล่ตุ๊กแก ……ตาแก่ตีชุด …….หยุดโยธา …….ภูผาสะท้าน ……หักคอช้างเอราวัณ ……ดั้นภูผา ….ศิลากระทบ

เชิงเท้า
และหากเป็นเชิงเท้า มวยไทยจะมี 15 เชิง
……เปิดทวาร …..ลงดานประตู …..กระทู้ขรัวตา ……โยธาสินธพ ……มานพเล่นขา …..มัจฉาเล่นหาง …..กวางเล่นโป่ง …..ณรงค์พยุหบาท …..จระเข้ฟาดหาง …..กินรีเล่นน้ำ …..ตามด้วยแข้ง …..แปลงอินทรีย์ ….พาชีสะบัดย่าง……นางสลับบาท ……กวาดธรณี



กลมวยไทย

ยิ่งกว่านั้น มวยไทยยังมี กลมวยไทย
แก้หมัด 29 กล, กลมวยไทย
แก้ศอก 4 กล, กลมวยไทย
แก้เข่า 3 กล,
และแก้เท้าอีก 23 กล

ยูโด

ยูโด (
Judo) เป็น ศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo)



เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู
(Jiujitsu) ซึ่ง เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายมากญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า ตนเองมีเชื้อสายมาจากเทพยดา เทพธิดา และเชื่อว่าตนเองเป็นลูกพระอาทิตย์ มีถิ่นที่อยู่บนเกาะใหญ่น้อยทั้งหลาย ราวๆ 3,000-4,000 เกาะ

จากการที่อยู่อาศัยบนเกาะต่างๆ นี้เองจึงมีความคิดเห็นไม่ตรงกันและไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ ผู้ที่ได้รับชัยชนะก็พยายามซ่องสุมเสริมสร้างกำลังพลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผู้ที่พ่ายแพ้ก็พยายามที่จะรวบรวมสมัครพรรคพวกที่พ่ายแพ้ขึ้นใหม่เพื่อรอ จังหวะช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา ในสมัยนั้นประเทศญี่ปุ่น มีแต่ความทารุณโหดร้าย นักรบของแต่ละเมืองจะได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ในสงครามหลายชนิด




และ มีความชำนาญมาก เช่น การฟันดาบ การยิงธนู การใช้หอก ทวน หลาว การขี่ม้า และยูยิตสู ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ใช้มือเปล่าในระยะประชิดตัว ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธได้ถนัด การต่อสู้แบบยูยิตสูมิได้มุ่งที่จะทำให้คู่ต่อสู้มีอันตรายถึงชีวิต แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บและยอมแพ้ ถ้าไม่ยอมแพ้ก็อาจทำให้พิการทุพพลภาพ โดยใช้วิธีจับมือหักข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในสมัยนั้น

ทควันโด

เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่กำเนิดขึ้นในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) มากว่า
2,000 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นมาจากการพัฒนาวิชาศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของชาติต่าง ๆ ทั้งโรมัน จีน เกาหลี และอินเดีย

ภายหลังจากที่ประเทศเกาหลีได้รับการประกาศเอกราชจากการปกครองของประเทศญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีได้เริ่มพัฒนาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาติขึ้น ปรมาจารย์ ซองคุกดี แห่งสำนักเทคคิวโด (Teakkwondo) ได้แสดงสาธิตศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเทควันโดต่อหน้าประธานาธิบดี ยังแมนลี (Syng Man Lee) แห่ง สาธารณรัฐเกาหลี ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของปรมาจารย์ ซองคุกดี การสาธิตในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างวิชาศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัวเทควันโดกับคาราเต้ของญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับเป็นการจุดประกายให้ศิลปะการต่อสู้แบบเทควันโดเป็นที่รับรู้ของ สาธารณชนเป็นครั้งแรก ต่อมาจึงได้มีการเปิดโรงฝึกวิชาเทควันโดไปทั่วประเทศ และภายหลังจากสงครามเกาหลี (ค.ศ.1950-1953 หรือ พ.ศ. 2493-2496) วิชาเทควันโดได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ

ในปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ได้มีการก่อตั้งองค์กรพิเศษขึ้น คือ องค์การควบคุมศิลปะแห่งชาติเพื่อ ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ และควบคุมการสอนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเทควันโดให้แก่สาธารณชน โดยเป็นองค์กรทางทหารที่สมาชิกมีความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการต่อสู้ด้วยมือเปล่าได้รวมตัวกัน โดยมี นายพล Choi Hong Hi เป็นผู้ก่อตั้ง และใช้ชื่อเรียกศิลปะการต่อสู้นี้ว่า เทควันโด (Taekwondo) มีการผลิตและส่งผู้เชี่ยวชาญวิชาเทควันโดออกเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประเภทนี้ไปทั่วโลกกว่า 2,000 คน ในกว่า 100 ประเทศ



จากนั้นในปี ค.ศ. 1971 มี การเสนอให้วิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันเทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ประจำชาติเกาหลี ตามมาด้วยการก่อตั้งศูนย์เทควันโดแห่งชาติ ที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเทควันโดโลก คือ KUKKIWON ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงโซล ได้ใช้เป็นศูนย์กลางในการฝึก การแข่งขัน การบริหาร และการเผยแพร่วิชาเทควันโดจนถึงปัจจุบัน

วูซู

เป็น ศิลปะแห่งวิทยายุทธ มีลักษณะท่าต่อสู้เป็นส่วนประกอบหลักและมีรูปแบบยุทธลีลาเป็นแม่แบบในการ ต่อสู้ป้องกันตัว โดยมีหลักสูตรแห่งสมาธิในการกำหนดพลังยุทธทั้งภายในและภายนอก

คำว่า วูซู (เรียกตามภาษาสากล) หมายถึงศิลปะการต่อสู้ของชาวจีนหรือมวยจีน ปกติชาวไทยจะคุ้นกับคำว่า กังฟู ซึ่งแปลตามความหมายว่า ฝีมือ เป็นภาษาพื้นเมืองของชาวจีนตอนใต้ที่เรียกขานผู้ฝึกสอนมวยจีน แต่คำว่า วูซู จะเป็นภาษาอย่างเป็นทางการแปลตรงตัวว่า วิทยายุทธ (MARTIAL ARTS) ดังนั้นวูซู จึงหมายถึง วิทยายุทธจีนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน



วู ซู มีหลายประเภท จำแนกเป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและศิลปะการต่อสู้ด้วยอาวุธโบราณชนิด ต่างๆ เช่นมวยชนิดต่างๆ ของสำนักเส้าหลินและศิลปะการใช้เท้าหรือท่าทุ่ม ท่าคว้าจับชนิดต่างๆ รวมทั้งวิชาหมัดไทเก็กด้วย ในอดีต วูซู ก่อกำเนิดจากหลายสำนักและมีความเป็นมาจากหลายสาย หลายพันธุ์ แต่พอสรุปเป็นหลักใหญ่ๆ ก็คือ วูซูของจีนทางภาคเหนือ และวูซูของจีนทางภาคใต้ (คือแถบลุ่มน้ำแยงซีเกียง ลงมา)



วู ซู ได้ก่อตั้งเป็นองค์กรระดับชาติเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2453 ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ชื่อว่าสำนักเยี่ยมยุทธ (จงอู่เหมิน) และเกิดสำนักต่างๆ ขึ้นจนทางการเห็นความสำคัญ จึงตั้งศูนย์กำลังวิทยายุทธจีนขึ้น จนพัฒนาเป็นกีฬาวูซูถึงปัจจุบัน

โววีนัม VOVINAM
ศิลปะการต่อสู้โลกที่ 3


เอ่ย ถึงเวียดนาม หลายคนเป็นต้องนึกถึงอาหารเวียดนาม แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงศิลปะป้องกันตัวของเวียดนามที่กำลังได้รับความนิยม แพร่หลายอยู่ในต่างประเทศ แต่บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างเรายังแทบไม่เคยมีใครได้ยินชื่อ




โววีนัม (Vovinam) คือชื่อของกีฬาชนิดนี้ ซึ่ง Wikipedia ได้อธิบายความหมายตรงตัวว่า Vo หมายถึง ศิลปะป้องกันตัว ส่วน Vinam หมายถึงเวียดนาม อันเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ได้มีการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1938 โดย มาสเตอร์ เหวง ลอค ผู้คิดค้นศาสตร์ชนิดนี้ขึ้นมาภายใต้ความกดดันจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส มายาวนานกว่าร้อยปี เขาจึงคิดว่าในการสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ จะต้องส่งเสริมให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง รู้จักเรียนรู้ที่จะป้องกันตัว และดูแลตัวเองให้สมดุล คือ ทั้งอ่อนและแข็งผสมกันคล้ายกับความเชื่อเรื่องยิน-หยาง




จาก นั้นศิลปะป้องกันตัวอันเกิดจากการศึกษาทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ สุขภาพ ศาสนาและปรัชญาของมาสเตอร์เหวง ลอค ก็ผสมผสานกันจนกลายมาเป็นโววีนัม และได้แพร่หลายไปทั่วโลกเริ่มจากฝรั่งเศส เยอรมนี และอีกหลายประเทศในยุโรป ไปจนถึงอเมริกา ออสเตรเลีย ที่ต่างก็มีสมาคมโววีนัมของตัวเอง และล่าสุดกีฬาชนิดนี้ก็ยังจะได้รับการบรรจุเป็นครั้งแรกในการแข่งขันอาเซียน อินเดอร์เกมส์ที่เวียดนามในปี
2009 ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมของนักกีฬา เพื่อเข้าแข่งขันในอนาคตอันใกล้นี้

กีฬา ชนิดนี้มีความน่าสนใจตรงที่มันเป็นการผสมผสานกันของกีฬาหลากหลายชนิด มีความใกล้เคียงทั้งเทควันโด มวยไทย มวยจีน แล้วยังมีคนบอกว่าคล้ายกับวูซู เพราะมีการรำดาบ ทวน กระบอง หรือการใช้ร่มเพื่อเป็นการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงปราโมทย์ สุขสถิตย์ วัย 30 ปี อดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติ ผู้ผันตัวเองมาบุกเบิกกีฬาชนิดนี้ บอกถึงที่มาและความแตกต่างของโววีนัม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะการป้องกันตัวอันหลากหลายในแถบเอเชีย

แหล่งที่มา http://atcloud.com/stories/72478